อกไลแลค (Lilac)

“อกไลแลค” จริงๆแล้วมันคือแบบไหน ??
คนเลี้ยงนกฟินซ์เจ็ดสี มือเก่า มือใหม่ หลายๆคน บางครั้งก็สับสนกับสีอก “ไลแลค” ที่ว่านี้ กับสีอกม่วงที่เคยๆเห็นกันประจำๆ ทำให้ทักผิดทักถูกกันมากมาย

1236337_350844065048749_2099198179_n

ก่อนอื่น ว่ากันด้วยเรื่องยีนส์ก่อน
“อกไลแลค” เป็นยีนส์ที่มีลักษณะพิเศษคือ เป็นทั้ง Dominant (ยีนส์เด่น) และ Recessive (ยีนส์ด้อย) ในตัวเอง จะพูดให้ชัดคือ ตัวมันเองหากเทียบกับยีนส์สีขาว มันจะเป็นยีนส์เด่น ในขณะที่ถ้าเทียบกับยีนส์สีม่วง มันจะเป็นยีนส์ด้อย

เอาแบบจำง่ายๆคือ “สีอกนกฟินซ์ สีเข้มกว่า เป็นยีนส์เด่นกว่าเสมอ”

และสีอกของนกฟินซ์ เป็น Autosomal ดังนั้นมันจะมี 2 ยีนส์ ทั้งตัวผู้และตัวเมียเสมอ
ดังนั้น นกที่มีอกไลแลค อาจเป็นได้ทั้ง DF (Double Factor) หรือ SF (Single Factor) ซึ่งกรณีที่เป็น SF นั่นหมายความได้อย่างเดียวคือมัน สปริทอกขาว (Split White)

lilac

“ไลแลค” ถ้าเอาเทียบกับ “ม่วง” แน่นอน มันจะอ่อนกว่า แต่ถ้ามันยืนเดี่ยวๆล่ะ จะสังเกตุ หรือฟันธงได้อย่างไรว่ามันคือสี “ไลแลค” ???
***
จุดสังเกตุง่ายๆคือ “ไลแลค” จะเป็นสีม่วง อมชมพู ในขณะที่สีม่วงไม่มีเหลือบชมพูให้เห็นแม้แต่น้อย
***

ความเข้มของสี “ไลแลค” ขึ้นอยู่กับสีตัว และสีหน้าของนกด้วย (เช่นเดียวกับอกม่วง) โดยสี “ไลแลค” จะเข้มหรือจางลง มันจะสัมพันธ์โดยตรงกับปริมาณเม็ดสี (Melanin) ในตัวนกด้วย

พูดง่ายๆก็คือ นกยิ่งมีสีคล้ำมาก อกไลแลคก็ยิ่งชัด
สังเกตุง่ายๆ ในนกเขียวอกไลแลค จะชัดกว่า นกเหลืองอกไลแลค
นกเหลือง ซิงเกิ้ล (SF)อกไลแลค จะชัดกว่า นกเหลือง ดับเบิ้ล (DF) ไลแลค
และนกหน้าดำ อกไลแลค จะเข้มกว่า หน้าแดง หน้าส้ม ตามลำดับ

ซึ่งในกรณีสีหน้า ถ้าเป็นนกสีเหลืองซึ่งเป็นสีที่มีผลต่อ Melanin อยู่แล้ว นกหน้าดำ (ในกรณีนี้หน้าขาว) จะเป็นนกที่มีเม็ดสี Melanin น้อยที่สุด ก็จะมีสีอกไลแลคที่จางที่สุดด้วยเช่นกัน
Lilac

 

อย่างไรก็ตาม ยังมีความเข้าใจผิดกันอยู่ระหว่าง “อกไลแลค” กับ “อกขาวเลอะ” ไม่ว่าจะเลอะด้วยสีเทา, สีม่วง หรือสีไลแลค ซึ่งอยากจะบอกกล่าวกันตรงนี้เลยว่า “อกขาวเลอะ” ที่เห็นๆกันอยู่นั้น ไม่ถือเป็นยีนส์ไลแลค เพราะไม่สามารถถ่ายทอดพันธุกรรมไปยังรุ่นลูกได้

ซึ่งกรณีนี้เชื่อว่าเป็นลักษณะผิดปกติเฉพาะตัวของนก ในเรื่องของเม็ดสี (Melanin) และจะสังเกตุว่า บางตัวหลังจากผลัดขนแล้วไอ้ที่เลอะๆนั่นก็หายไป หรือเปลี่ยนจากอกขาวเป็นอกตุ่นๆ ขุ่นๆ นั่น  แบบนั้น “ไม่ใช่ไลแลค”นะครับ  (ตัวอย่าง อกขาวเลอะๆ ตามภาพด้านล่าง)
myphotos020Newpridgenpics607

 

และหากจะมีคนถามว่า นกอกขาวเลอะๆ แบบนี้ (หรือบางคนเข้าใจผิดว่าเป็นไลแลค) จะนำไปเข้าประกวด จะเอาไปประกวดในประเภทไหน ??
คำตอบของผมคือ
ไม่ต้องเอาไปประกวดให้เสียเวลาครับ ประเภทไหนก็ตกรอบแน่นอน จริงมะ ^^

Credit:
Finch Forum , Gouldian Galore

นกกะทิ นกมือปืน (Society Finch)

images (1)นกกะทิคืออะไร ??
– “นกกะทิ” เป็นนกตระกูลฟินซ์เช่นเดียวกันกับ นกฟินซ์เจ็ดสี มีสีสันและความสวยงามน้อยกว่า แต่ตัวของเขาเองก็มีค่อนข้างหลากหลายสีสันและลวดลาย (ส่วนใหญ่จะไปในทาง ดำ ขาว น้ำตาล) ซึ่งในบทความนี้จะไม่ขอลงรายละเอียดลึกนัก แต่จะเน้นในเรื่องของความสามารถในการเป็น “มือปืน” ของนกกะทิเท่านั้น

images (2)
นกมือปืน คืออะไร? 
– คนเลี้ยงใหม่ๆ มักสงสัย และงงกับศัพท์ในวงการที่มือเก่าเก๋าเกมส์เขาคุยกันเสมอ อย่างคำว่า นกมือปืน นี้ก็เช่นกัน หลายคนก็มักจะถามว่านกมือปืนมันเป็นไง คำตอบง่ายๆ คือนกที่สามารถฝากไข่ หรือลูกนกชนิดอื่นให้ช่วยฟัก ช่วยป้อน ช่วยเลี้ยงได้ โดยไม่มีปัญหานั่นเอง

นกกะทิ มีคุณสมบัติดังกล่าวครบถ้วน เนื่องจากเป็นนกที่นอนในรัง และขยันเลี้ยงลูกมาก รวมถึงความเครียดที่เกิดจากการรบกวนของคนสัตว์สิ่งของ ไม่ทำให้นกกะทิมีปัญหามากนัก Breeder นกฟินซ์จึงเลือกที่จะใช้ นกกะทิ มาเป็น มือปืน ในการกกไข่ และเลี้ยงดูลูกนกวัยเยาว์ ของพวกเขา

finch_clump
ใช้นกกะทิ เป็นมือปืน มีข้อเสียไหม ??
– แน่นอนว่าไม่มีอะไรที่ Perfect ในโลกแห่งความเป็นจริง
ในกรณีศึกษา หลายๆคนออกมาพูด และให้ข้อเท็จจริงว่า จริงๆแล้ว การใช้นกกะทิ หรือนกชนิดอื่น เช่น นกซีบร้าฟินซ์ เป็นมือปืน ช่วยในการเลี้ยงดูลูกนกนั้น ก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกัน
นั่นคือ การเป็นนกในตระกูลเดียวกัน (ฟินซ์) ทำให้มีโรคต่างๆ คล้ายคลึงกัน ต่างกันที่ว่า นกกะทิ มีความอดทนต่อโรคได้มากกว่า อย่างเช่นพวก Campylobactor และ Cochlosoma ซึ่งเป็นเชื้อที่นกกะทิสามารถทนทานได้ และไม่ส่งผลกระทบอะไรกับพวกมันเลย

ในขณะเดียวกัน เชื้อพวกนี้ สามารถทำอันตรายร้ายแรงให้กับนกฟินซ์เจ็ดสีได้
อันนี้ต้องทำความเข้าใจว่า นกกะทิกับ เจ็ดสี อยู่บนพื้นที่ในธรรมชาติที่ต่างกัน นกกะทิส่วนใหญ่อยู่ในป่า หรือพื้นที่ที่ค้อนข้างชื้น ในขณะที่ นกฟินซ์เจ็ดสี เป็นนกที่ในธรรมชาติอยู่ในเขตแห้งแล้งค่อนข้างเป็นทะเลทราย จึงไม่แปลกที่ ภูมิคุ้มกันโรคที่เกิดต่างโซนกันจะต่ำกว่านกกะทิ

ซึ่งเชื้อโรคดังกล่าว ถ้าไม่ตรวจเลือด เราจะไม่พบอาการผิดปกติใดๆเลยในนกกะทิ ดังนั้นมันจึงเป็นพาหะชั้นดีในการนำเชื้อดังกล่าวไปสู่นกฟินซ์เจ็ดสี

IMG_5247
ทำไมรู้สึกว่า ลูกนกที่ นกกะทิ เลี้ยงตัวเล็กกว่าพ่อแม่นกฟินซ์เจ็ดสีเลี้ยงเอง ??
– ในธรรมชาติแล้วนกกะทิจะป้อนอาหาร และเลี้ยงดูลูกดีกว่า แต่ใช้ระยะเวลาน้อยกว่านกฟินซ์เจ็ดสี ดังนั้น ในช่วงระยะเวลาเดียวกันที่พ่อแม่นกกะทิ เลิกป้อนแล้ว พ่อแม่นกฟินซ์เจ็ดสี ยังคงดูแลและป้อนลูกนกที่อยู่ในช่วงหัดกินเองอยู่ ทำให้เกิดความแตกต่างในเรื่องขนาดตัว และความสมบูรณ์ของลูกนกในช่วงนี้เอง แต่ถ้าลูกนกตัวไหนแข็งแรง กินเองได้เร็ว ก็อาจไม่พบข้อแตกต่างมากนัก

ได้นกกะทิมา จะแยกเพศ นกกะทิ อย่างไร ??
– ง่ายที่สุดคือ นกกะทิ ตัวผู้เท่านั้นที่จะขัน ในขณะที่ตัวเมียจะแค่ร้องบ่นไปเบาๆ
tip: ให้นกกะทิได้อาบน้ำให้สดชื่น หลังอาบน้ำ นกตัวผู้มักจะขันให้ได้ยินง่ายๆ
– อีกกรณีนึงคือแยกด้วยตาเปล่า ซึ่งอาจไม่ชัวร์ 100% แต่ก็เป็นแนวทางที่บอกต่อๆกันมา สามารถดูได้จากภาพด้านล่างเลยครับ
sexing society

หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์นะครับ
Mr.ตอย
Facebook: Gouldian.Finch.Thailand

เตรียมผสมพันธุ์ นกฟินซ์เจ็ดสี

1239490_350782598388229_998851265_n
นกฟินซ์เจ็ดสี จะมีความสมบูรณ์เพศ เมื่ออายุได้ประมาณ 6-8 เดือน
ซึ่งในการนำนกเข้าผสมพันธุ์กันนี้ ต่่างก็มีวิธีต่างๆกันไป แต่ก็จะมีหลักการณ์สำคัญหลายๆอย่างที่คล้ายกันอยู่บ้าง ซึ่งเป็นหลักที่ไม่ควรละเลย เพื่อให้การ Breed ประสบผลสำเร็จ

ผมจึงขอสรุปแนวทางขั้นตอนการเตรียมความพร้อม เพื่อนำนกฟินซ์เจ็ดสีเข้าผสมพันธุ์กันไว้ดังนี้

1. แยกกรงตัวผู้และตัวเมีย
โดยแยกนกที่อายุได้และมีความพร้อมไว้ ให้อยู่ใกล้ๆกัน พอได้ยินเสียงโดยไม่ให้เห็นกัน เพื่อเป็นการกระตุ้นให้นกมีความต้องการในการผสมพันธุ์
PhotoGrid_1412563526227_wm 1534770_504627146337106_8392357076662616779_o

2. ให้อาหารเสริมจำพวกโปรตีนสูง
การให้อาหารเสริมโปรตีนสูงจำพวก ข้าวไร ไข่ต้ม(บดรวมเปลือก) หรือหนอนนกตัวเล็กๆ
จะทำให้นกมีความพร้อมในการผสมพันธุ์มากขึ้น
ส้อมบี้ไข่

3. อาหารไข่ให้ทุกวัน เปลี่ยนทุกวัน
เพราะในอาหารไข่นอกจากมีโปรตีนหลักจากไข่แล้ว ยังมีวิตามินและแร่ธาตุจำเป็นหลายอยาก ที่จะทำให้นกเข้าสู่โหมดพร้อมผสมพันธุ์ได้อย่างเต็มที่
10624726_526005247532629_654007482612345870_n

4. ติดตั้งรังเพาะ ในบริเวณที่เหมาะสม
ส่วนใหญ่ ควรเป็นมุมด้านบนของกรง เพื่อให้นกรู้สึกปลอดภัย
1599427009944

5. เอานกที่มีความก้าวร้าวออก
กรณีที่ทำการ Breed ในกรงรวม ควรนำนกที่ก้าวร้าวออกจากกรงก่อน เนื่องจากอาจก่อให้เกิดปัญหา ต่อพ่อแม่นกที่จะทำการผสมพันธุ์ได้ ซึ่งอาจทำให้ไม่ยอมผสม หรือทิ้งไข่ทิ้งลูกได้
1

6. เตรียมแคลเซียมเสริมให้แม่นก (แคลเซียมบล๊อค, เปลือกไข่, กระดองปลาหมึก)
แม่นกเมื่อออกไข่ จะเสียแคลเซียมจากร่างกายในจำนวนมาก ควรมีแหล่งแคลเซียมให้แม่นกได้กิน เพื่อชดเชยแคลเซียมที่หายไประหว่างวางไข่
1175358_345276468938842_2100593848_n

7. เตรียมวัสดุรองรัง
ใช้หญ้าหรือวัสดุที่มีความสะอาด วางในรัง หรือบริเวณกรง ให้นกตัวผู้ใช้สานรัง นอกจากเป็นวัสดุรองไข่แล้ว การให้นกได้สานรัง ยังเป็นการกระตุ้นพฤติกรรทางธรรมชาติด เพื่อให้นกผสมพันธุ์กันอีกด้วย
33 22 11

8. น้ำที่ให้กิน และอาบ ต้องเป็นน้ำสะอาด
หากน้ำกิน น้ำอาบ สกปรก จะมีผลต่อสุขภาพของพ่อแม่ รวมถึงลูกนกที่ได้รับอาหารต่อจากพ่อแม่ การไม่ใส่ใจความสะอาดในการเลี้ยง จะส่งผลเสียต่อนกทั้งหมดได้่ง่าย
cup

9. รบกวนนกให้น้อยที่สุด
เรื่องสำคัญในการ Breed นกแทบทุกชนิดคือความสงบ รบกวนเขาให้น้อยที่สุด เนื่องจากเป็นนกเล็กและขี้ระแวง ดังนั้นการรบกวนเขาจะส่งผลให้เขาทิ้งไข่ หรือทิ้งลูกได้ง่าย
1185502_353308608135628_1123736941_n

10. ทำความสะอาดรังเพาะ
หลังจากลูกนกลงรัง ควรทำความสะอาดรังเพาะหลังจากลูกนกลงรังเพื่อรักษาความสะอาด และจะดีต่อสุขภาพพ่อแม่นก และลูกนกในครอกถัดๆไป เพราะหากไม่ทำความสะอาด ในรังจะเป็นแหล่งหมักหมม มูล และเชื้อโรค รวมถึงแมลงเล็กๆ พวกไร หรือเห็บ ซึ่งเป็นพาหะนำโรคหลายๆโรคด้วย
4

 

สุดท้ายอยากให้ทุกท่านได้ลองดูว่าทำได้ครบถ้วนไหม ถ้าทำได้ครบถ้วนการผสมพันธุ์ นกฟินซ์เจ็ดสี ของท่าน ก็มีโอกาสสำเร็จสูงครับ
Mr.ตอย