นกสปริท (split) คืออะไร

971823_350776958388793_2023599025_n
เรื่องนี้จะเขียนนานแล้ว จนลืมไปว่ายังไม่ได้เขียน เป็นเรื่องที่มือใหม่หลายๆคน งงไปตามๆกันว่า ไอ้นกสปริทเนี่ย มันคืออัลลัย ??? แบบไหนถึงจะเรียกสปริท หรือสามารถดูได้อย่างไร เป็นคำถามที่ผมเจอตลอดเวลาเปิดเพจขึ้นมา

วันนี้นึกขึ้นได้เลยมาพิมพ์เก็บไว้ให้เพื่อนๆได้อ้างอิงกันแบบงูๆปลาๆ
ยกความดีความชอบทั้งหมดให้เสี่ยกอล์ฟเมืองกาญ ที่จุดประเด็นขึ้นมาให้ได้ฉุกคิดครับผม
IMG_20130729_083012_wm
ว่าด้วยเรื่องนกสปริท (split)
ในไทยเราถ้าเอ่ยถึงนกฟินซ์เจ็ดสี ที่เป็นนกสปริท จะหมายถึงนกที่มีเลือดของสีสูง (ยีนฟ้า) อยู่ในตัว
แต่ตัวมันเองเป็นนกสี Normal ซึ่งนกสปริทมีได้ทุกสีทุกหน้าของนก Normal

ผู้เลี้ยงส่วนใหญ่จะเสาะหานกสปริทมาเพื่อเข้ากับนกสีสูง เพื่อให้มีโอกาสได้ลูกนกสีสูง
ที่มีสุขภาพดี เพราะด้วยความที่เป็นนก สีสูง ซึ่งจริงๆแล้วมันคือ “ยีนส์ด้อย” ซึ่งส่งผลให้
นกมีความอ่อนแอกว่าปกติ
IMG_20131223_141449_wm
การนำนกสีสูงมาเข้ากัน หากได้ลูกออกมาจะเป็นสีสูงทั้งหมดก็จริง
แต่จะแลกมาด้วยความอ่อนแอแบบสุดๆ ของลูกนกเช่นกัน

ดังนั้นการนำนกสปริทเข้ากับนกสีสูง เชื่อกันว่าเป็นการเพิ่มความแข็งแรงให้กับลูกนกสีสูงที่ได้จากการผสมพันธุ์ทั้งคู่เข้าด้วยกัน จึงเป็นนกที่เป็นที่ต้องการไม่น้อยไปกว่านกสีสูงเท่าใดนัก
(ซึ่งโอกาสในการที่นกสปริท + สีสูงจะให้ลูกสีสูงอยู่ที่ 50 % ในทางทฤษฎี)

ทีนี้มาเข้าเรื่องที่หลายๆคนพยายามถามผมตลอดว่า
“นกสปริท ดูยังไง ?”
ผมตอบให้ทุกท่านได้เลยครับว่า
“ดูไม่ได้”
เพราะเราไม่สามารถแยกแยะนกสปริท กับนกธรรมดาได้ด้วยตาเปล่า
(เพราะถ้าแยกได้ด้วยตาเปล่า มันคงเป็นนกสีสูงไปแล้ว ^^’)
Note: แต่บางตำราก็ว่า เฉพาะนกตัวเมีย จะมีเหลือบสีให้เห็นได้บ้าง แต่ก็ไม่ชัวร์ครับ

ทีนี้ก็จะมีคำถามต่อมาว่า
“แล้วจะรู้ได้ไงว่านกตัวไหนเป็นนกสปริทหรือไม่”
คำตอบคือ คุณจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อคุณได้เห็นพ่อแม่ นกตัวนั้น
ถ้าพ่อกับแม่ตัวใดตัวหนึ่งเป็นสีสูง อีกตัวเป็น Normal หรือ สปริท
ลูกที่ออกมา (ที่ไม่ใช่สีสูง) นับเป็น สปริท ทั้งหมด
IMG_20130616_192833_wm
ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะรู้ว่า พ่อแม่นกเป็นอย่างที่ว่าหรือไม่
ดังนั้นการจะซื้อนกสปริท ต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างคุณกับคนขายพอสมควร

ส่วนบางคนที่นำสปริท + สปริท  หรือ เอาสีสูง + สปริท
แล้วมาบอกว่าลูกที่ได้เป็นสปริท เท่านั้น% เท่านี้%
ผม่ขอบอกเลยว่า “แม่งมั่วครัชชช !!!”
และคนที่พูดอย่างนั้นได้ ถ้าไม่ใช่คนที่ไม่รู้เรื่องฟิ้นซ์ (ประมาณฟังเขามาก็พูดตาม)
ก็คือคนที่คิดแต่จะขายนกให้ได้ราคาดี ให้น่าสนใจ ว่ามีเปอร์เซ็นเลือดสีสูงมาก เท่านั้นเอง

ทำไมผมถึงบอกว่ามันคิดเป็น % ไม่ได้
เอาตามหลักเลย ไอ้เลือดสีสูงที่เราว่ากันอยู่นี่มันต้องคุยกันในระดับยีนส์
ซึ่งถ้าอยากเอาแบบละเอียดสามารถเข้าไปอ่านย้อนหลังดูกันได้เรื่อง
พันธุกรรมเบื้องต้น ของ นกฟิ้นซ์เจ็ดสี (Lady Gouldian Finch Basic Genetics)

3_wm

ซึ่งถ้าอ่านแล้วจะทราบว่า การที่จะเป็นนกสปริท มันต้องมี Autosomes
ที่มียีนส์ด้อยอยู่ 1 แท่ง กับยีนส์ปกติ อีก 1 แท่ง (ถ้าเป็นนกฟ้า ก็คือยีนส์ด้อยทั้งสองแท่ง)
ดังนั้นการจะบอกเป็น %  แบบแบ่งย่อยลงไปอีกนั่นหมายความว่า
คนขายหรือคนที่บอกคุณ ต้องเทพพอ ที่จะตัดแบ่ง และเติมยีนส์แต่ละแท่งนั้น
ได้ตามใจนึก #$%@#$^@%@$&@$#@ (บร๊ะเจ้าแค่คิดก็เทพละ ^^’)

สรุป
นกฟิ้นซ์เจ็ดสี ที่เป็นนกสปริท จะซื้อจะหา ต้องหาจากคนที่เชื่อใจได้
นกฟินซ์เจ็ดสี ที่เป็นนกสปริท ไม่สามารถคำนวณเป็น % ของเลือดได้
พูดง่ายๆ คือถ้ามันสปริท ก็สปริทเลย
**ไม่มี สปริท 75
**ไม่มีสปริท 50
**ไม่มีสปริท 25
มันมั่วเอาทั้งนั้น จบ!

อกไลแลค (Lilac)

“อกไลแลค” จริงๆแล้วมันคือแบบไหน ??
คนเลี้ยงนกฟินซ์เจ็ดสี มือเก่า มือใหม่ หลายๆคน บางครั้งก็สับสนกับสีอก “ไลแลค” ที่ว่านี้ กับสีอกม่วงที่เคยๆเห็นกันประจำๆ ทำให้ทักผิดทักถูกกันมากมาย

1236337_350844065048749_2099198179_n

ก่อนอื่น ว่ากันด้วยเรื่องยีนส์ก่อน
“อกไลแลค” เป็นยีนส์ที่มีลักษณะพิเศษคือ เป็นทั้ง Dominant (ยีนส์เด่น) และ Recessive (ยีนส์ด้อย) ในตัวเอง จะพูดให้ชัดคือ ตัวมันเองหากเทียบกับยีนส์สีขาว มันจะเป็นยีนส์เด่น ในขณะที่ถ้าเทียบกับยีนส์สีม่วง มันจะเป็นยีนส์ด้อย

เอาแบบจำง่ายๆคือ “สีอกนกฟินซ์ สีเข้มกว่า เป็นยีนส์เด่นกว่าเสมอ”

และสีอกของนกฟินซ์ เป็น Autosomal ดังนั้นมันจะมี 2 ยีนส์ ทั้งตัวผู้และตัวเมียเสมอ
ดังนั้น นกที่มีอกไลแลค อาจเป็นได้ทั้ง DF (Double Factor) หรือ SF (Single Factor) ซึ่งกรณีที่เป็น SF นั่นหมายความได้อย่างเดียวคือมัน สปริทอกขาว (Split White)

lilac

“ไลแลค” ถ้าเอาเทียบกับ “ม่วง” แน่นอน มันจะอ่อนกว่า แต่ถ้ามันยืนเดี่ยวๆล่ะ จะสังเกตุ หรือฟันธงได้อย่างไรว่ามันคือสี “ไลแลค” ???
***
จุดสังเกตุง่ายๆคือ “ไลแลค” จะเป็นสีม่วง อมชมพู ในขณะที่สีม่วงไม่มีเหลือบชมพูให้เห็นแม้แต่น้อย
***

ความเข้มของสี “ไลแลค” ขึ้นอยู่กับสีตัว และสีหน้าของนกด้วย (เช่นเดียวกับอกม่วง) โดยสี “ไลแลค” จะเข้มหรือจางลง มันจะสัมพันธ์โดยตรงกับปริมาณเม็ดสี (Melanin) ในตัวนกด้วย

พูดง่ายๆก็คือ นกยิ่งมีสีคล้ำมาก อกไลแลคก็ยิ่งชัด
สังเกตุง่ายๆ ในนกเขียวอกไลแลค จะชัดกว่า นกเหลืองอกไลแลค
นกเหลือง ซิงเกิ้ล (SF)อกไลแลค จะชัดกว่า นกเหลือง ดับเบิ้ล (DF) ไลแลค
และนกหน้าดำ อกไลแลค จะเข้มกว่า หน้าแดง หน้าส้ม ตามลำดับ

ซึ่งในกรณีสีหน้า ถ้าเป็นนกสีเหลืองซึ่งเป็นสีที่มีผลต่อ Melanin อยู่แล้ว นกหน้าดำ (ในกรณีนี้หน้าขาว) จะเป็นนกที่มีเม็ดสี Melanin น้อยที่สุด ก็จะมีสีอกไลแลคที่จางที่สุดด้วยเช่นกัน
Lilac

 

อย่างไรก็ตาม ยังมีความเข้าใจผิดกันอยู่ระหว่าง “อกไลแลค” กับ “อกขาวเลอะ” ไม่ว่าจะเลอะด้วยสีเทา, สีม่วง หรือสีไลแลค ซึ่งอยากจะบอกกล่าวกันตรงนี้เลยว่า “อกขาวเลอะ” ที่เห็นๆกันอยู่นั้น ไม่ถือเป็นยีนส์ไลแลค เพราะไม่สามารถถ่ายทอดพันธุกรรมไปยังรุ่นลูกได้

ซึ่งกรณีนี้เชื่อว่าเป็นลักษณะผิดปกติเฉพาะตัวของนก ในเรื่องของเม็ดสี (Melanin) และจะสังเกตุว่า บางตัวหลังจากผลัดขนแล้วไอ้ที่เลอะๆนั่นก็หายไป หรือเปลี่ยนจากอกขาวเป็นอกตุ่นๆ ขุ่นๆ นั่น  แบบนั้น “ไม่ใช่ไลแลค”นะครับ  (ตัวอย่าง อกขาวเลอะๆ ตามภาพด้านล่าง)
myphotos020Newpridgenpics607

 

และหากจะมีคนถามว่า นกอกขาวเลอะๆ แบบนี้ (หรือบางคนเข้าใจผิดว่าเป็นไลแลค) จะนำไปเข้าประกวด จะเอาไปประกวดในประเภทไหน ??
คำตอบของผมคือ
ไม่ต้องเอาไปประกวดให้เสียเวลาครับ ประเภทไหนก็ตกรอบแน่นอน จริงมะ ^^

Credit:
Finch Forum , Gouldian Galore

นกกะทิ นกมือปืน (Society Finch)

images (1)นกกะทิคืออะไร ??
– “นกกะทิ” เป็นนกตระกูลฟินซ์เช่นเดียวกันกับ นกฟินซ์เจ็ดสี มีสีสันและความสวยงามน้อยกว่า แต่ตัวของเขาเองก็มีค่อนข้างหลากหลายสีสันและลวดลาย (ส่วนใหญ่จะไปในทาง ดำ ขาว น้ำตาล) ซึ่งในบทความนี้จะไม่ขอลงรายละเอียดลึกนัก แต่จะเน้นในเรื่องของความสามารถในการเป็น “มือปืน” ของนกกะทิเท่านั้น

images (2)
นกมือปืน คืออะไร? 
– คนเลี้ยงใหม่ๆ มักสงสัย และงงกับศัพท์ในวงการที่มือเก่าเก๋าเกมส์เขาคุยกันเสมอ อย่างคำว่า นกมือปืน นี้ก็เช่นกัน หลายคนก็มักจะถามว่านกมือปืนมันเป็นไง คำตอบง่ายๆ คือนกที่สามารถฝากไข่ หรือลูกนกชนิดอื่นให้ช่วยฟัก ช่วยป้อน ช่วยเลี้ยงได้ โดยไม่มีปัญหานั่นเอง

นกกะทิ มีคุณสมบัติดังกล่าวครบถ้วน เนื่องจากเป็นนกที่นอนในรัง และขยันเลี้ยงลูกมาก รวมถึงความเครียดที่เกิดจากการรบกวนของคนสัตว์สิ่งของ ไม่ทำให้นกกะทิมีปัญหามากนัก Breeder นกฟินซ์จึงเลือกที่จะใช้ นกกะทิ มาเป็น มือปืน ในการกกไข่ และเลี้ยงดูลูกนกวัยเยาว์ ของพวกเขา

finch_clump
ใช้นกกะทิ เป็นมือปืน มีข้อเสียไหม ??
– แน่นอนว่าไม่มีอะไรที่ Perfect ในโลกแห่งความเป็นจริง
ในกรณีศึกษา หลายๆคนออกมาพูด และให้ข้อเท็จจริงว่า จริงๆแล้ว การใช้นกกะทิ หรือนกชนิดอื่น เช่น นกซีบร้าฟินซ์ เป็นมือปืน ช่วยในการเลี้ยงดูลูกนกนั้น ก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกัน
นั่นคือ การเป็นนกในตระกูลเดียวกัน (ฟินซ์) ทำให้มีโรคต่างๆ คล้ายคลึงกัน ต่างกันที่ว่า นกกะทิ มีความอดทนต่อโรคได้มากกว่า อย่างเช่นพวก Campylobactor และ Cochlosoma ซึ่งเป็นเชื้อที่นกกะทิสามารถทนทานได้ และไม่ส่งผลกระทบอะไรกับพวกมันเลย

ในขณะเดียวกัน เชื้อพวกนี้ สามารถทำอันตรายร้ายแรงให้กับนกฟินซ์เจ็ดสีได้
อันนี้ต้องทำความเข้าใจว่า นกกะทิกับ เจ็ดสี อยู่บนพื้นที่ในธรรมชาติที่ต่างกัน นกกะทิส่วนใหญ่อยู่ในป่า หรือพื้นที่ที่ค้อนข้างชื้น ในขณะที่ นกฟินซ์เจ็ดสี เป็นนกที่ในธรรมชาติอยู่ในเขตแห้งแล้งค่อนข้างเป็นทะเลทราย จึงไม่แปลกที่ ภูมิคุ้มกันโรคที่เกิดต่างโซนกันจะต่ำกว่านกกะทิ

ซึ่งเชื้อโรคดังกล่าว ถ้าไม่ตรวจเลือด เราจะไม่พบอาการผิดปกติใดๆเลยในนกกะทิ ดังนั้นมันจึงเป็นพาหะชั้นดีในการนำเชื้อดังกล่าวไปสู่นกฟินซ์เจ็ดสี

IMG_5247
ทำไมรู้สึกว่า ลูกนกที่ นกกะทิ เลี้ยงตัวเล็กกว่าพ่อแม่นกฟินซ์เจ็ดสีเลี้ยงเอง ??
– ในธรรมชาติแล้วนกกะทิจะป้อนอาหาร และเลี้ยงดูลูกดีกว่า แต่ใช้ระยะเวลาน้อยกว่านกฟินซ์เจ็ดสี ดังนั้น ในช่วงระยะเวลาเดียวกันที่พ่อแม่นกกะทิ เลิกป้อนแล้ว พ่อแม่นกฟินซ์เจ็ดสี ยังคงดูแลและป้อนลูกนกที่อยู่ในช่วงหัดกินเองอยู่ ทำให้เกิดความแตกต่างในเรื่องขนาดตัว และความสมบูรณ์ของลูกนกในช่วงนี้เอง แต่ถ้าลูกนกตัวไหนแข็งแรง กินเองได้เร็ว ก็อาจไม่พบข้อแตกต่างมากนัก

ได้นกกะทิมา จะแยกเพศ นกกะทิ อย่างไร ??
– ง่ายที่สุดคือ นกกะทิ ตัวผู้เท่านั้นที่จะขัน ในขณะที่ตัวเมียจะแค่ร้องบ่นไปเบาๆ
tip: ให้นกกะทิได้อาบน้ำให้สดชื่น หลังอาบน้ำ นกตัวผู้มักจะขันให้ได้ยินง่ายๆ
– อีกกรณีนึงคือแยกด้วยตาเปล่า ซึ่งอาจไม่ชัวร์ 100% แต่ก็เป็นแนวทางที่บอกต่อๆกันมา สามารถดูได้จากภาพด้านล่างเลยครับ
sexing society

หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์นะครับ
Mr.ตอย
Facebook: Gouldian.Finch.Thailand