คาร์โบไฮเดรท (Carbohydrate)

คาร์โบไฮเดรท (Carbohydrates)
20141111114224
คาร์โบไฮเดรท เป็นสารอาหารที่พืชได้จากการสังเคราะห์แสง โดยการสังเคราะห์จากธาตุ คาร์บอน, ไฮโดรเจน และอ๊อกซิเจน (ที่ได้จากน้ำและอากาศ)
…… เดี๋ยวๆ !! ไม่ได้เรียนวิทยาศาสตร์ ใครอยากลงลึก ไปหาอ่านเอง ความรู้ผมคืนครูหมดแล้ว 555

1926685_439603696172785_1940302316_n

เอาเป็นว่า คาร์โบไฮเดรท เป็นสารอาหารที่ให้พลังงานแก่นกฟินซ์เจ็ดสี เป็นหลักเลย
เพราะในเมล็ดพันธุ์ หรือต้นพืชต่างๆที่เป็นอาหารของนกฟินซ์ 7 สีนั้น ล้วนมีคาร์โบไฮเดรทเป็นองค์ประกอบหลักๆทั้งสิ้น

CarbohydrateMoleculeColor
นอกจากเป็นแหล่งพลังงานของร่างกายแล้ว คาร์โบไฮเดรท ยังเป็นสารอาหารให้พลังงานชนิดเดียวที่ระบบประสาทของนก
จะสามารถนำไปใช้ได้อีกด้วย ดังนั้น การที่นกขาดสารอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรท จะทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาทได้
และอาจนำไปสู่ภาวะ Hypoglycemic ซึ่งจะทำให้ดูดซึมวิตามิน B เข้าสู่ร่างกายได้ยาก ทำให้อาการเลวร้ายลงได้อีก
Gouldian-finch-diet.-Image-by-Paul-Bancroft

อย่างไรก็ตาม อย่างที่บอก อาหารและเมล็ดพันธุ์ทั่วไปที่ใช้กันอยู่ มีองค์ประกอบหลักเป็นคาร์โบไฮเดรทอยู่แล้ว
จึงไม่น่าเป็นห่วงเท่าไรกับอาการดังกล่าว แต่ก็อย่าลืมว่า อาหารที่จะนำมาให้นั้น
ต้องสะอาด และไม่บูดเน่านะครัชช

carbohydrate

แคลเซียม (Calcium)

แคลเซียม (Calcium)
เป็นแร่ธาตุสำคัญอันดับต้นๆ ของนกแทบทุกชนิด
โดยเฉพาะในนกฟินซ์ 7 สี ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว แคลเซียมจะเป็นส่วนประกอบสำคัญ
ในอวัยวะต่างๆของนก ขน, กระดูก, เล็บ ฯลฯ และแน่นอน เป็นองค์ประกอบหลัก
ที่แม่นกใช้สร้างไข่เพื่อให้กำเนิดลูกน้อย ซึ่งโดยปกติแล้วเมื่อแม่นกไข่แต่ระรอบ จะสูญเสียแคลเซียม
เกินกว่าครึ่งนึงของที่สะสมไว้ในร่างกาย เมื่อนกมีภาวะขาดแคลเซียม หรือไม่ได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ
จะทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ได้มากมายเช่นกัน

Calcium material sign
Calcium material sign

ภาวะขาดแคลเซียม
อาการทั่วๆ ไป ที่อาจสังเกตุได้
– ความกระตือรือล้นในการเคลื่อนไหว ลดน้อยลง
– มีอาการคล้ายเจ็บขา โดยอาจยกขาข้างใดข้างนึง แต่ไม่มีบาดแผล
– นั่งบนคอน (ไม่ยืนตามปกติ)
– ขนฟู
– เท้าไม่กำคอน (คอนไม้ที่ใช้เกาะ)
– สีของขาและเท้า ค่อนข้างคล้ำ
Untitled

การรักษา
โดยทั่วไปการรักษากรณีที่มีอาการแล้วมักจะต้องถึงมือแพทย์ เพื่อฉีดแคลเซียมโดยตรงเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งจะทำให้ร่างกายดูดซึมไปใช้งานได้ทันที และนกจะมีอาการดีขึ้นใน 1 สัปดาห์ (ถ้าการรักษาได้ผล) แต่ก็มีหลายเคสที่การรักษาไม่ได้ผลเนื่องจากการขาดแคลเซียมส่งผลกระทบรุนแรงกว่าที่จะสามารถรักษาได้

1175358_345276468938842_2100593848_n

อย่างไรก็ตาม เราสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าวได้ง่ายๆ
คือ ให้นกได้กินอาหารที่มีแคลเซียมผสม หรือเสริมด้วยแคลเซียมในชนิดต่างๆอย่างสม่ำเสมอ

images eggshells

ข้อควรรู้
1. การให้อาหารนกด้วยเมล็ดพืชผสมสำเร็จเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอในการดำรงชีวิตตามปกติของนก
2. การให้แคลเซียมแบบบ้าคลั่ง (โดยเฉพาะแคลเซียมน้ำ) โดยให้ทุกวันตลอดเวลา ไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีกับนก ซ้ำยังอาจทำให้เกิดผลเสียในระยะยาวกับอวัยวะภายในอีกด้วย ควรให้ไม่เกิน 3 วันต่อสัปดาห์ ก็เพียงพอ
3. กรณีเป็นแคลเซียมทางเลือก (ไม่ผสมในน้ำ หรืออาหาร) เช่น กระดองปลาหมึก, เปลือกไข่ หรือแคลเซียมบล็อค สามารถวางไว้ในกรงได้ตลอดเวลา เพราะนกสามารถเลือกกินได้ไม่เหมือนการบังคับให้กินผ่านการผสมน้ำหรืออาหารโดยตรง (เว้นกรณีที่ใช้ยาบางอย่างที่ต้องงดแคลเซียม)

Calcium lack

นกสปริท (split) คืออะไร

971823_350776958388793_2023599025_n
เรื่องนี้จะเขียนนานแล้ว จนลืมไปว่ายังไม่ได้เขียน เป็นเรื่องที่มือใหม่หลายๆคน งงไปตามๆกันว่า ไอ้นกสปริทเนี่ย มันคืออัลลัย ??? แบบไหนถึงจะเรียกสปริท หรือสามารถดูได้อย่างไร เป็นคำถามที่ผมเจอตลอดเวลาเปิดเพจขึ้นมา

วันนี้นึกขึ้นได้เลยมาพิมพ์เก็บไว้ให้เพื่อนๆได้อ้างอิงกันแบบงูๆปลาๆ
ยกความดีความชอบทั้งหมดให้เสี่ยกอล์ฟเมืองกาญ ที่จุดประเด็นขึ้นมาให้ได้ฉุกคิดครับผม
IMG_20130729_083012_wm
ว่าด้วยเรื่องนกสปริท (split)
ในไทยเราถ้าเอ่ยถึงนกฟินซ์เจ็ดสี ที่เป็นนกสปริท จะหมายถึงนกที่มีเลือดของสีสูง (ยีนฟ้า) อยู่ในตัว
แต่ตัวมันเองเป็นนกสี Normal ซึ่งนกสปริทมีได้ทุกสีทุกหน้าของนก Normal

ผู้เลี้ยงส่วนใหญ่จะเสาะหานกสปริทมาเพื่อเข้ากับนกสีสูง เพื่อให้มีโอกาสได้ลูกนกสีสูง
ที่มีสุขภาพดี เพราะด้วยความที่เป็นนก สีสูง ซึ่งจริงๆแล้วมันคือ “ยีนส์ด้อย” ซึ่งส่งผลให้
นกมีความอ่อนแอกว่าปกติ
IMG_20131223_141449_wm
การนำนกสีสูงมาเข้ากัน หากได้ลูกออกมาจะเป็นสีสูงทั้งหมดก็จริง
แต่จะแลกมาด้วยความอ่อนแอแบบสุดๆ ของลูกนกเช่นกัน

ดังนั้นการนำนกสปริทเข้ากับนกสีสูง เชื่อกันว่าเป็นการเพิ่มความแข็งแรงให้กับลูกนกสีสูงที่ได้จากการผสมพันธุ์ทั้งคู่เข้าด้วยกัน จึงเป็นนกที่เป็นที่ต้องการไม่น้อยไปกว่านกสีสูงเท่าใดนัก
(ซึ่งโอกาสในการที่นกสปริท + สีสูงจะให้ลูกสีสูงอยู่ที่ 50 % ในทางทฤษฎี)

ทีนี้มาเข้าเรื่องที่หลายๆคนพยายามถามผมตลอดว่า
“นกสปริท ดูยังไง ?”
ผมตอบให้ทุกท่านได้เลยครับว่า
“ดูไม่ได้”
เพราะเราไม่สามารถแยกแยะนกสปริท กับนกธรรมดาได้ด้วยตาเปล่า
(เพราะถ้าแยกได้ด้วยตาเปล่า มันคงเป็นนกสีสูงไปแล้ว ^^’)
Note: แต่บางตำราก็ว่า เฉพาะนกตัวเมีย จะมีเหลือบสีให้เห็นได้บ้าง แต่ก็ไม่ชัวร์ครับ

ทีนี้ก็จะมีคำถามต่อมาว่า
“แล้วจะรู้ได้ไงว่านกตัวไหนเป็นนกสปริทหรือไม่”
คำตอบคือ คุณจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อคุณได้เห็นพ่อแม่ นกตัวนั้น
ถ้าพ่อกับแม่ตัวใดตัวหนึ่งเป็นสีสูง อีกตัวเป็น Normal หรือ สปริท
ลูกที่ออกมา (ที่ไม่ใช่สีสูง) นับเป็น สปริท ทั้งหมด
IMG_20130616_192833_wm
ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะรู้ว่า พ่อแม่นกเป็นอย่างที่ว่าหรือไม่
ดังนั้นการจะซื้อนกสปริท ต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างคุณกับคนขายพอสมควร

ส่วนบางคนที่นำสปริท + สปริท  หรือ เอาสีสูง + สปริท
แล้วมาบอกว่าลูกที่ได้เป็นสปริท เท่านั้น% เท่านี้%
ผม่ขอบอกเลยว่า “แม่งมั่วครัชชช !!!”
และคนที่พูดอย่างนั้นได้ ถ้าไม่ใช่คนที่ไม่รู้เรื่องฟิ้นซ์ (ประมาณฟังเขามาก็พูดตาม)
ก็คือคนที่คิดแต่จะขายนกให้ได้ราคาดี ให้น่าสนใจ ว่ามีเปอร์เซ็นเลือดสีสูงมาก เท่านั้นเอง

ทำไมผมถึงบอกว่ามันคิดเป็น % ไม่ได้
เอาตามหลักเลย ไอ้เลือดสีสูงที่เราว่ากันอยู่นี่มันต้องคุยกันในระดับยีนส์
ซึ่งถ้าอยากเอาแบบละเอียดสามารถเข้าไปอ่านย้อนหลังดูกันได้เรื่อง
พันธุกรรมเบื้องต้น ของ นกฟิ้นซ์เจ็ดสี (Lady Gouldian Finch Basic Genetics)

3_wm

ซึ่งถ้าอ่านแล้วจะทราบว่า การที่จะเป็นนกสปริท มันต้องมี Autosomes
ที่มียีนส์ด้อยอยู่ 1 แท่ง กับยีนส์ปกติ อีก 1 แท่ง (ถ้าเป็นนกฟ้า ก็คือยีนส์ด้อยทั้งสองแท่ง)
ดังนั้นการจะบอกเป็น %  แบบแบ่งย่อยลงไปอีกนั่นหมายความว่า
คนขายหรือคนที่บอกคุณ ต้องเทพพอ ที่จะตัดแบ่ง และเติมยีนส์แต่ละแท่งนั้น
ได้ตามใจนึก #$%@#$^@%@$&@$#@ (บร๊ะเจ้าแค่คิดก็เทพละ ^^’)

สรุป
นกฟิ้นซ์เจ็ดสี ที่เป็นนกสปริท จะซื้อจะหา ต้องหาจากคนที่เชื่อใจได้
นกฟินซ์เจ็ดสี ที่เป็นนกสปริท ไม่สามารถคำนวณเป็น % ของเลือดได้
พูดง่ายๆ คือถ้ามันสปริท ก็สปริทเลย
**ไม่มี สปริท 75
**ไม่มีสปริท 50
**ไม่มีสปริท 25
มันมั่วเอาทั้งนั้น จบ!